รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจการก่อสร้างทางลอดถนนพัฒนาการ คืบหน้ากว่า 20%

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่สำนักการโยธา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางลอดพัฒนาการ-รามคำแหง-ถาวรธวัช ณ สำนักงานโครงการใต้สะพานข้ามแยกคลองตัน
พร้อมทั้งลงพื้นที่ตรวจโครงการถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ช่วง 1-7 ณ สำนักงานโครงการ ถ.ศรีนครินทร์ขาออก (แยกศรีนครินทร์)

โดย รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างทางลอดพัฒนาการ-รามคำแหง-ถาวรธวัช ได้ลงนามสัญญาจ้าง เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 และสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 10 เมษายน 2561 งบประมาณการก่อสร้าง 762.1 ล้านบาท แต่เนื่องจากติดอุปสรรคบางประการทำให้การก่อสร้างต้องยืดระยะเวลาออกไปอีกประมาณ 6 เดือน ขณะนี้ผลงานการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วประมาณ 20.56% ช้ากว่าที่วางแผนไว้ 27.85% คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือน ธ.ค. 2561

สำหรับการดำเนินงานในขณะนี้ได้รื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า ประปา สายสื่อสาร รวมทั้งขยายผิวจราจรชั่วคราวบริเวณทางเท้า งานตัดสกัดผิวจราจรเดิมเพื่อก่อสร้างผนังกำหนดแนวขุดเจาะ (Guide Wall) จากนั้นจะก่อสร้างกำแพงแบบเป็นแผงต่อกันตามความยาวของพื้นที่ที่ขุดดิน (Diaphragm Wall)

ซึ่งหลังจากรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนกระบวนการทำงานอื่นๆ จะสามารถดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ต่อไป นอกจากนี้ได้กำชับให้ผู้รับจ้างคำนึงถึงความปลอดภัยแก่ประชาชนเป็นสำคัญ เนื่องจากถนนพัฒนาการมีประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน รวมทั้งใช้ทางเท้าในการสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก การก่อสร้างจำเป็นต้องขยายผิวจราจรชั่วคราวบริเวณทางเท้า ผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการสร้างผนังกั้นระหว่างเขตก่อสร้างกับบริเวณที่ประชาชนใช้เดินทาง ที่สำคัญต้องอำนวยความสะดวกไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และเพื่อความปลอดภัยแก่ประชาชนในการใช้ทางเท้าสัญจรไปมา

สำหรับโครงการก่อสร้างทางลอดถนนพัฒนาการ-รามคำแหง-ถาวรธวัช มีระยะทางประมาณ 1,250 เมตร ความยาวทางลอด 940 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาจุดตัดทางแยก และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับปริมาณการจราจรจากถนนพัฒนาการให้มีสภาพคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้โครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ช่วง 1-7 แบ่งพื้นที่ทำงานเป็น 7 ช่วง พร้อมเปิดให้ประชาชนใช้เส้นทางช่วงที่ 1,3,7 ปลายปี 60

โดยโครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2558 ตามสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2560 โครงการดังกล่าวมีความยาวรวมทั้งสิ้น 11.75 กม. ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เร่งรัดการทำงานเพื่อให้โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จโดยเร็ว โดยได้แบ่งการทำงานออกเป็นช่วงๆทั้งหมด 7 ช่วง ช่วงที่ 1 การก่อสร้างทางแยกต่างระดับ 8 ช่องจราจร และสะพานข้ามคลอง ผลงานที่ทำได้ 82.07% คาดว่าจะเปิดใช้ได้งานในวันที่ 5 ธ.ค.60 ช่วงที่ 2 การก่อสร้างทางลอดทางจราจร 4 ช่องจราจร พร้อมทั้งขยายถนนกรุงเทพกรีฑาเป็น 6 ช่องจราจร

ซึ่งในช่วงที่ 2 นี้ จะดำเนินการก่อสร้างถนน ค.ส.ล. จำนวน 2 ช่องจราจรในฝั่งขาออก ให้เสร็จภายในวันที่ 5 ธ.ค.60 เพื่อเปิดการจราจรให้รถผ่านสัญจรไปมาได้ หลังจากนั้นจะดำเนินการก่อสร้างในฝั่งขาเข้าอีก 2 ช่องจราจร คาดว่าทางเรียบทั้ง 2 ฝั่ง จะสามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบในเดือนก.พ.61 สำหรับทางลอดจะสามารถเปิดใช้งานได้ในเดือนธ.ค.61 ส่วนการขยายถนนกรุงเทพกรีฑาเป็น 6 ช่องจราจร คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในปี 61 ขณะนี้ผลงานที่ทำได้ 53.19% ช่วงที่ 3 ตั้งแต่ถนนคลองลำสาลีถึงคลองวังใหม่ เป็นถนน ค.ส.ล. จำนวน 8 ช่องจราจร สะพานข้ามคลอง 3 แห่ง และสะพานลอยคนข้าม 3 แห่ง ซึ่งโครงการในช่วงนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งหมด 100% เตรียมเปิดการจราจรในวันที่ 5 ธ.ค.60 ช่วงที่ 4 ตั้งแต่คลองวังใหม่จนถึงถนนทางหลวงหมายเลข 9 หรือมอเตอร์เวย์ ประกอบด้วย การก่อสร้างถนน ค.ส.ล. จำนวน 8 ช่องจราจร สะพานรถข้าม 2 แห่ง สะพานคนข้าม 2 แห่ง และมีการก่อสร้างทางต่อเชื่อม (แลมป์) ทั้งหมดอยู่ 2 จุด คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 5 ธ.ค.60 ผลงานที่ทำได้ 73.57%

ส่วนช่วงที่ 5 ตั้งแต่ทางแยกยกระดับข้ามทางหลวงหมายเลข 9 หรือมอเตอร์เวย์ ประกอบด้วย การก่อสร้างทางยกระดับ 6 ช่องจราจร คาดการก่อสร้างจะเสร็จประมาณเดือนก.ค.61 แต่ในขณะเดียวกันในช่วงที่ 5 ซึ่งมีการก่อสร้างทางต่อเชื่อมอยู่ โดยจะไปเชื่อมต่อในช่วงที่ 6 ซึ่งช่วงที่ 6 คาดจะแล้วเสร็จในวันที่ 5 ธ.ค.60 ดังนั้นในช่วงที่ 5 การก่อสร้างทางต่อเชื่อมจะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อจะได้รองรับกับช่วงที่ 6 ซึ่งการก่อสร้างทางต่อเชื่อม จะมีทั้งหมดอยู่ 2 จุด ในขณะนี้ผลงานที่ทำได้ 29.46% ช่วงที่ 6 เป็นการก่อสร้างจากทางหลวงหมายเลข 9 ถึงถนนร่มเกล้า เป็นถนน ค.ส.ล. จำนวน 8 ช่องจราจร สะพานข้ามคลอง 4 แห่ง และจุดกลับรถใต้สะพานข้ามคลอง จะแล้วเสร็จในวันที่ 5 ธ.ค.60 ผลงานที่ทำได้ 87.10%

และช่วงที่ 7 ตั้งแต่ถนนร่มเกล้าถึงถนนเจ้าคุณทหาร เป็นการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ ขนาด 8 ช่องจราจร สามารถลงได้ 6 ทิศทาง ตามแนวถนนเจ้าคุณทหารและถนนร่มเกล้า ขณะนี้ผลงานที่ทำได้ 91.83% คาดว่าการก่อสร้างจะเสร็จสามารถเปิดการจราจรได้ในวันที่ 5 ธ.ค.60 อย่างไรก็ตามโครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า โดยรวมแล้วขณะนี้คืบหน้าประมาณ 85% คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนใช้เส้นทางบางส่วนได้ในวันที่ 5 ธ.ค.60 หลังจากนั้นจะมีการทยอยเปิดประมาณกลางปี 61 ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณ 90% ส่วนการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ 100%นั้น อยู่ในช่วงที่ 5 ซึ่งโครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า จะแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนธ.ค.61

เชื่อมโยงเครือข่ายการจราจรตามแนวตะวันออกกับตะวันตก โครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า เป็นโครงการที่เชื่อมระหว่างถนนรามคำแหง 24 ถนนร่มเกล้า และถนนเจ้าคุณทหาร เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการการจราจรตามแนวตะวันตกและตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งส่วนใหญ่ระบบการจราจรในประเทศไทยจะเป็นแนวเหนือใต้ ส่วนตามแนวตะวันตกตะวันออกในปัจจุบันยังมีเส้นทางคมนาคมขนส่งอยู่น้อย โครงการนี้จึงเป็นโครงการเชื่อมโยงเครือข่ายเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ต้องการเดินทางจากตะวันตกของกรุงเทพมหานครไปตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้โครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า จะสามารถเปิดใช้งานในช่วงที่ 1 ช่วงที่ 3 และช่วงที่ 7 ในวันที่ 5 ธ.ค.60 หลังจากนั้นจะทยอยเปิดใช้งานให้ครบ 100% ภายในเดือน ธ.ค.61

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : MThai

ไม่จบง่าย ผกก.ขอหลักฐานกองสลากฯ ชี้ชะตารางวัลที่ 1 เจ้าปัญหา

ถูกลอตเตอร์รี่

ผกก.สภ.นางรอง เข้าพบกองสลากฯ ด้วยตัวเอง เพื่อขอหลักฐานการขึ้นเงินเพิ่มเติม เร่งคลายปริศนาล็อตเตอรี่เจ้าปัญหา 12 ล้านบาทที่มีการแจ้งความถูกขโมย หลังต่างฝ่ายต่างยืนยันเป็นผู้ถูกรางวัล คาดสัปดาห์หน้าได้ข้อสรุป

(29 ก.ย.) ความคืบหน้ากรณีที่ นายพันธุ์ศักดิ์ อายุ 31 ปี หนุ่มชาว อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.นางรอง เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าถูกขโมยล็อตเตอรี่ที่ตนเองถูกรางวัลที่ 1งวดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2560 หมายเลข 715431 จำนวน 2 คู่ เป็นเงิน 12 ล้านบาท

กระทั่งต่อมาทราบว่ามีคนนำล็อตเตอรี่ชุดดังกล่าวไปขึ้นเงินแล้วเมื่อวันที่ 23 – 24 สิงหาคมที่ผ่านมา คือ นายวิทยา และนางขวัญศิริ สามีภรรยาชาว อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ทั้งได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานด้วยว่าถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 3 คู่ไม่ใช่ 2 คู่ ได้เงินรางวัล 18 ล้านบาทไม่ใช่ 12 ล้าน พร้อมได้นำรูปถ่ายล็อตเตอรี่ชุดที่ถูกรางวัลมาเป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ขณะที่ นายพันธุ์ศักดิ์ หนุ่มที่เข้าแจ้งความว่าถูกลอตเตอรี่ 12 ล้านแต่ถูกขโมยไป ก็ยังคงมั่นใจในหลักฐานเช่นเดียวกัน

ล่าสุดวันนี้ พ.ต.อ.สมภพ สังข์กรทอง ผู้กำกับการ สภ.นางรอง จึงได้เดินทางไปที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อไปขอเอกสารหลักฐานจากทางกองสลากเพิ่มเติมว่า ใครเป็นคนนำลอตเตอรี่ชุดดังกล่าวไปขึ้นเงิน และมีการขึ้นเงิน 2 คู่ หรือ 3 คู่ เพราะมีข้อมูลหลักฐานหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน

พร้อมทั้งขอเอกสารรายละเอียดที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี และเร่งคลี่คลายปริศนาปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และอยากทราบข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลใด เพราะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่ก็เชื่อว่าหากได้ข้อมูลจากทางกองสลากเพิ่มเติมแล้ว ก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งคาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถสรุปสำนวนคดีดังกล่าวได้

สำรวจหุบเขาไฮโซ พบถูกบุกรุกมานานกว่า 10 ปี

ภายหลังอธิบดีกรมป่าไม้ และชุดพยัคฆ์ไพร ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่า ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ท่าช้าง และป่าแม่ขนิน ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่

ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นหุบเขาไฮโซ เนื่องจากมีกลุ่มนักธุรกิจ และนักลงทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ทหรูจำนวนมาก เพราะพื้นที่ดังกล่าวภูมิประเทศเป็นป่าธรรมชาติที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุด เพียง 30 กิโลเมตร

เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบมีสิ่งปลูกสร้างรุกพื้นที่ป่า จำนวน 18 ราย เนื้อที่รวมประมาณ 144 ไร่ 2 งาน 60 ตรว. ซึ่งมีรีสอร์ทที่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน จำนวน 11 แปลง เนื้อที่ 47 ไร่ 3 งาน 5 ตรว. , เป็น นส.3 จำนวน 1 แปลง 2 ไร่ 1 งาน 19 ตรว. และเป็นพื้นที่ที่เคยสำรวจการถือครองตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำนวน 8 แปลง เนื้อที่ 41 ไร่ 2 งาน 47 ตรว. และพื้นที่ประเภทอื่นๆ อีก 8 แปลง

สำรวจในทำเลหุบเขาไฮโซ พบว่ามีการติดป้ายประกาศขายที่ดินกันอย่างคึกคัก แม้บางแปลงมีเอกสารสิทธิ์ นส.3 แต่ก็มีราคาสูงถึง ตรว.ละ 5,000 – 10,000 บาท หรือ ไร่ละ 3 – 5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ ตรว.ละ 2,000 – 3,000 บาท โดยราคาขายจะเพิ่มขึ้นตามมูลค่าของทำเล เช่น ตั้งอยู่ติดเชิงเขา หรือติดถนนสายหลักภายในหมู่บ้าน มีระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า เข้าถึง และส่วนใหญ่เจ้าของที่ดินจะขายยกแปลง แต่ละแปลงมีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 10 – 50 ไร่

แหล่งข่าวในวงการที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ใน จ.เชียงใหม่ รายหนึ่ง ระบุว่า นอกจากทำเลที่ตั้งจะเป็นป่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และยังอยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุด ที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดินซึ่งมีจำนวนไม่มาก แต่ด้วยความต้องการที่มีสูง ทำให้การบุกรุกและขยายแนวเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวน และอุทยาน

“ก่อนหน้านี้เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนเข้าไปบุกเบิกพื้นที่สร้างรีสอร์ทเพียงไม่กี่รายจนบูมขึ้นมา ยิ่งทำให้ราคาที่ดินในพื้นที่หุบเขาไฮโซมีมูลค่าสูงขึ้นมาก และมีการบุกรุกพื้นที่กันอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความขัดแย้ง นำไปสู่การร้องเรียนให้มีการตรวจสอบ กระทั่งหน่วยงานรัฐเข้ามาสำรวจพื้นที่ครั้งใหญ่ และดำเนินการกับผู้บุกรุกป่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นที่รู้กันดีกว่ามีการซื้อขายที่ดินและรุกล้ำเข้าไปในเขตป่ากันอย่างโจ่งแจ้ง โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็น”

หนึ่งในผู้ที่ถูกตรวจสอบจากกรมป่าไม้ ระบุว่า เข้ามาซื้อที่ดินในหุบเขาไฮโซตั้งแต่ปี 2555 จากสามีชาวต่างชาติที่มีภรรยาเป็นคนไทย ซึ่งได้ประกาศขายที่ดินผ่านเวปไซต์ โดยก่อนหน้านี้มีชาวต่างชายในวัยเกษียณเข้ามาซื้อที่ดินและสร้างบ้านเพื่อหวังใช้ชีวิตบั่นปลายที่นี่ก่อน จากนั้นจึงชักชวนให้เพื่อนชาวต่างชาติเข้ามาซื้ออีก 5 – 6 ราย โดยแต่ละรายเสียเงินซื้อที่ดินและสร้างบ้านไม่ต่ำกว่าหลังละ 5 – 12 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 38 – 39 ล้านบาท

ต่อมาเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้เข้ามาตรวจสอบและรังวัดที่ดินจึงทราบว่า มีที่ดินบางส่วนรุกเข้าไปในเขตป่าสงวน ทางกลุ่มผู้ซื้อจึงรวมตัวกันฟ้องร้องสองสามีภรรยาที่หลอกขายที่ดินให้ รวม 5 คดี เป็นคดีฉ้อโกง 4 คดี และยักยอกทรัพย์ 1 คดี ล่าสุดมี 1 คดีที่ศาลยกฟ้องเพราะฟ้องผิดแปลง และอีกฝ่ายก็มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมีรายชื่ออยู่ในการสำรวจการถือครองที่ดิน

ขอบคุณข้อมูล : MThai

หน.อุทยานฯเขาใหญ่ สั่งเอาผิด 2 นักวิ่ง เซลฟี่ช้างป่าจนถูกไล่

จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้เผยภาพเหตุการณ์นักวิ่งชายหญิง เข้าไปถ่ายเซลฟี่กับช้างพลาย ซึ่งกำลังเดินอยู่บนถนนทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทำให้ช้างเกิดความโมโหแล้ววิ่งเข้าใส่ทั้งสองคนถึง 3 ครั้ง จนเรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นที่วิจารณ์ถึงการกระทำของนักวิ่งทั้ง 2 คน ว่าความไม่เหมาะสม

ล่าสุด นายครรชิต ศรีนพวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวว่า โดยปกตินิสัยของช้างเขาใหญ่ ไม่ค่อยดุร้าย หากไม่มีใครเข้าไปรบกวน หรือทำให้ช้างรู้สึกว่าเกิดอันตราย ดังนั้น แจ้งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่านักวิ่งทั้ง 2 คนเป็นใคร เพื่อเรียกตัวเข้ามาเตือนพร้อมเปรียบเทียบปรับ และอยากให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสของทั้ง 2 คน

พร้อมกันนี้ อยากขอความร่วมมือประชาชน ช่วยกันทำตามกฎของอุทยานอย่างเคร่งครัด โดยในอนาคตคาดว่าจะให้มีการลงทะเบียนผู้เข้ามาเที่ยวทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการดูแล ติดตามตัวและเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก
ขอขอบคุณข้อมูล : MThai

โดนอีก! ลุงวัฒนา บึ้มตู้โทรศัพท์ปี 50 ข้อหาพยายามฆ่า


ศาลอาญา รัชดา ออกนั่งบัลลังก์เพื่อสอบคำ ให้การจำเลย ในคดีที่พนักงานอัยการคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้องนายวัฒนา หรือตุ่ม ภุมเรศ อายุ 61 ปี อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เป็นจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน,กระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส,ทำ มี และใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ไว้ในครอบครอง และมีเครื่องยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากกรณี เมื่อระหว่างวันที่ 27- 30 ก.ย.2550 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้ประกอบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องโดยนำชิ้นส่วนโลหะ แบตเตอรี่ สายไฟ แผงวงจรสวิทต์เปิด – ปิด ดินดำ ขวดน้ำพลาสติกใส่นำมันเบนซิน สามารถทำอันตรายต่อร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บและตาย

โดยตั้งเวลาระเบิดไว้ 30 นาที แล้วนำไปวางไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถ.ราชดำเนินนอก เขตพระนคร กทม.เป็นเหตุให้ ด.ต.จิระเดช อรรถพงษ์ ข้อมือขวาขาด ช่องอกมีรอยฉีกขาด แก้วหูขวาฉีกขาด และ ส.ต.ท.วิทยา ธรสุนทรชื่น แก้วหูฉีกขาดทะลุได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งสองคน ตู้โทรศัพท์ได้รับความเสียหายจำนวน 20,000 บาท

โดยศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังและสอบถาม ปรากฏว่า จำเลยแถลงให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี ศาลจึงนัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : MThai

เอมี่ อาเมเรีย ร่ำไห้! ถูกคุมฝากขัง ย้ำเสพไอซ์ปัดค้า-ขอโทษทำเสียใจ

ตำรวจนครบาลสายไหม คุมตัว นายปุณยวัจน์ หิรัณย์เตชะ หรือ พล อายุ 40 ปี และ น.ส.อาเมเรีย จาคอป หรือ เอมี่ อายุ 28 ปี มิสทีนไทยแลนด์ ปี 2006 และอดีตนางเอกชื่อดังจากละคร “ธิดาวานร” เจ้าของวลี “แม่มา” ผู้ต้องหาในคดี ร่วมกันเสพยาเสพติด และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาอี,ยาไอซ์) เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ไปขออำนาจศาลจังหวัดมีนบุรีฝากขัง

โดยขณะที่ถูกตำรวจควบคุมตัวขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหา นางสาวอาเมเรีย ได้สวมหมวก ก้มหน้าร้องไห้มีท่าทีเหนื่อยล้า พร้อมระบุว่า ตนเองเป็นเพียงคนเสพเท่านั้น ส่วนยาเสพติดเป็นของหนุ่มคนสนิท รวมทั้งขอโทษครอบครัวและแฟนคลับที่ทำให้เสียใจ ก่อนที่นายฮันนาส จาคอป จะเดินเข้าไปหานางสาวอาเมเรีย บุตรสาว ว่าไม่ต้องพูดอะไร และขอร้องสื่อมวลชนที่อยู่ระหว่างการบันทึกภาพ

ส่วนนาย ปุณยวัจน์ ที่ใช้เสื้อคลุมปิดบังใบหน้า ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องความสัมพันธ์กับดาราสาวรวมถึงผู้ครอบครองยาเสพติดของกลาง โดยระบุเพียงว่า ขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น

ทั้งนี้เมื่อนายปุณยวัจน์ เดินขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหานางสาวอาเมเรียได้ร่ำให้ออกมาโดยมีนายปุณยวัจน์คอยโอบกอดปลอบใจอยู่ข้างๆ

ส่วนด้าน พ.ต.อ.ธนกรณฑ์ ก้อนแก้ว ผกก.สน.สายไหม กล่าวว่า ในชั้นพนักงานสอบสวนตำรวจคัดค้านการประกันตัว ส่วนบันทึกการจับกุมได้สอบปากคำผู้ต้องหาประกอบสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยจากสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหายืนยันว่าเป็นเพียงผู้เสพไม่ใช่ผู้จำหน่าย แต่ตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจนที่จะสามารถเอาผิดได้

ในหลวง ร.10 ทรงชื่นชม ‘นางฟ้าซาลอน’ ช่างตัดผมจิตอาสา

นี่เป็นภาพอันน่าภาคภูมิใจของ นายฤชวีพัฒน์ จิราวัฒน์มงคล หรือ ช่างกอล์ฟ ช่างตัดผมวัย 38 ปี และเจ้าของแฟนเพจเฟซบุ๊ก “นางฟ้าซาลอน” ขณะเข้ารับพระราชทานช่อดอกไม้ อุปกรณ์ตัดผม และเสื้อยืด ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์ จาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยมี พลตรี กัลย์สรรค์ จันทรเสน เป็นผู้แทนพระองค์นำสิ่งของพระราชทานมามอบให้ที่ศาลาราชประชาสมาคม วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ 16 กันยายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พลตรี กัลย์สรรค์ ได้เชิญพระกระแสรับสั่ง ในหลวงรัชกาลที่ 10 ว่า พระองค์ท่านทรงทราบและขอชื่นชมจากการทำความดี จนทำให้พระองค์ท่านทรงทอดพระเนตรเห็น จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นำเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับตัดผม เพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพและนำไปใช้ตัดผมให้กับผู้พิการ และเสื้อพระราชทาน มามอบให้เพื่อเป็นกำลังใจ และขอให้รักษาความดีที่ได้ทำไว้ต่อไป

สำหรับ นายฤชวีพัฒน์ เป็นช่างตัดผมจิตอาสา ตระเวนตัดผมและนำสิ่งของต่างๆไปช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยและพิการมานานกว่า 10 ปี โดยใช้เฟซบุ๊ก “นางฟ้าซาลอน” แจ้งเบาะแสคนตกทุกข์ได้ยาก จนเป็นที่รู้จักดีในโลกโซเซียลมีเดีย นอกจากนี้ ทางทีมข่าวของเรา ยังเคยนำเสนอเรื่องราวของเจ้าตัว ผ่านช่วง “บิ๊กฮีโร่” เมื่อ 2 ปีก่อนอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก : Mono29

ยังไม่พบเส้นทางการเงิน ‘เอมี่’ ผิดปกติ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามความคืบหน้าคดีของ เอมี่ อาเมเรีย จาคอป นางเอกชื่อดัง และเพื่อนชายคนสนิท ล่าสุด จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาทั้งสองคนขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติของการโอนเงินเข้าออกในบัญชี ว่า มีเพียงการโอนเงินเข้าออกตามปกติจากบุคคลต่างๆ

ทั้งนี้ ยืนยันว่าพยานหลักฐานและคำให้การของผู้ต้องหาทั้งสองคนมีความรัดกุมแน่นหนาเชื่อว่าจะใช้ดำเนินคดีกับทั้งสองคนได้ ถึงแม้ว่าหนึ่งในผู้ต้องหาจะกลับคำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนก็ตาม รวมถึงเส้นทางการเงินที่ยังไม่มีความผิดปกติก็จะไม่เป็นผลต่อการพิจารณาในชั้นศาล ส่วนการติดตามขยายผลกลุ่มดาราและคนดังที่เกี่ยวข้องกับกรณีการจับกุมของเอมี่นั้น ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการออกหมายจับ หมายเรียก หรือหมายค้น หากมีหลักฐานชัดเจนก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ส่วนการ ขยายผลเครือข่าย ตำรวจยังสามารถ จับกุม นางสาวแก้วกาญจน์ รัตนสังข์ (ทอม) อายุ 29 ปี ได้ที่ จ.หนองคาย พร้อมของกลางไอซ์ 1.35 กรัม ที่ถูกส่งไปรษณีย์จากกลุ่มซื้อขายของออนไลน์ผิดกฎหมายและอาวุธปืนเถื่อน โดยมีการติดต่อซื้อผ่าน นางสาวพั้นซ์ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ ซึ่งตำรวจเชื่อว่า มีความเชื่อมโยงกับ เอมี่ และหนุ่มคนสนิท

รวบจ่าทหารเจ้าของร้านเพชรเอี่ยว จ.ส.ท.ไฮโซตระกูลดังค้าโคเคน

ความคืบหน้าหลังจากเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ จับกุมตัวนายราชิน ตันตรานนท์ อายุ 38 ปี สมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ แขวงนครพิงค์ และ บุตรชายของอดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ (นายวรกร ตันตรานนท์ )

ซึ่งเป็นนักธุรกิจชื่อดังของ จ.เชียงใหม่ และนายชาญวิโรจน์ โชควิรัชนันท์ อายุ 38 ปี ในข้อหา”ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 3 (โคเคน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนกฎหมายและสนับสนุนช่วยเหลือผู้กระผิดฯ ตามหมายจับของศาล จ.เชียงใหม่ ก่อนนำตัวมาส่งให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมายเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา

ล่าสุดเช้าวันนี้ ( 21 กันยายน) เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ ได้ควบคุมตัว จ.ส.ท.ยอดรัก อ่อนแก้ว อายุ 39 ปี ทหารหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและเจ้าของธุรกิจร้านเพชรในกรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาล จ.เชียงใหม่ มาส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ ดำเนินคดี หลังจากประสานให้เจ้าหน้าที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี เข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาที่บ้านพัก

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก จ.ส.ท.ยอดรัก อ่อนแก้ว ถูกซัดทอดจากนายราชิน และกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ ว่า เป็นผู้จำหน่ายและส่งโคเคนให้กับกลุ่มของนายราชิน ตันตรานนท์ ซึ่งได้ร่วมกับพวกตั้งกลุ่มไลน์เพื่อสั่งซื้อโคเคนมาจำหน่ายให้กับกลุ่มไฮโซตามสถานบันเทิงในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยเจ้าหน้าที่มีหลักฐานที่นายราชินโอนเงินเข้าบัญชีของนายยอดรัก ครั้งละหลายหมื่นบาทมานานกว่า 5 – 6 เดือน

ขณะที่ จ.ส.ท.ยอดรัก กล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆว่า ไม่ทราบว่าถูกเชื่อมโยงได้อย่างไร แต่ในส่วนของเงินที่นายราชินโอนมาให้ทุกสัปดาห์นั้น เป็นเงินค่าพนันบอล และค่าจิวเวอรี่เท่านั้น

ด้านนายราชิน ตันตรานนท์ ได้รับการประกันตัวในชั้นศาลแล้วตั้งแต่ช่วงค่ำวานนี้ โดยญาติได้นำหลักทรัพย์มาค้ำประกันเป็นวงเงินจำนวน 1 แสนบาท
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : MThai

รวบแล้ว! โจ๋เมืองนนท์ประกบยิงวัยรุ่นผิดตัว คิดว่าเป็นอริต่างสถาบัน

สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภูธรภาค 1 สืบสวนภูธรจังหวัดนนทบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายพลวัฒน์ หรือบูม สีลากุล อายุ 27 ปี

ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรีที่ 463/2560 ลง 11 ก.ย. 60 นายทวีศักดิ์ หรือเพชร ชุ่มชื่น อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรีที่ 464/2560 ลง 11 ก.ย. 60 และนายอนุชา หรือบาส กองขุนทด อายุ 22 ปี อดีตนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรีที่ 477/2560 ลง 18 ก.ย. 2560

ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครอง และพาอาวุธปืนไปในทาง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมของกลาง 1.รถยนต์ฮอนด้า รุ่นคลิก สีขาวไม่ติดแผ่นป้านทะเบียน จำนวน 1คัน(ยานพาหนะที่ใช้ในการก่อเหตุ), 2.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุง สีดำ จำนวน 2 เครื่อง, 3.หมวกนิรภัยสีดำ จำนวน 1 ใบ

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 60 ได้มีคนร้ายก่อเหตุฆ่านายพิเชษฐ หรือเบ้นซ์ ผองสุวรรณ อายุ 22 ปี เหตุเกิดบริเวณสะพานข้ามคลองบางไผ่ ถนนกาญจนาภิเษก หน้าสถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่ หมู่ที่ 6 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยจากการสืบสวนสอบสวนทราบว่ามือปืนผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนประกบยิง นายพิเชษฐฯ จนถึงแก่ความตาย คือ นายอนุชา หรือบาส กองขุนทด นายทวีศักดิ์ หรือเพชร ชุ่มชื่น นายพลวัฒน์ หรือบูม สีลากุล ซึ่งอยู่ในระหว่างหลบหนี

ต่อมาในวันที่ 18 กันยายน 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งไล่ล่าสืบสวนจนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมตัว นายพลวัฒน์ หรือบูม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรีที่ 463/2560 ในข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ โดยจับกุมตัวได้ที่ถนนพิบูลสงคราม ต.สวนใหญ่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี นายทวีศักดิ์ หรือเพชร กุมตัวได้ที่บ้านเลขที่ 676 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพฯ และในวันที่ 20 ก.ย. 60 ได้จับกุมตัวนายอนุชา หรือบาส กองขุนทด ได้ที่บ้านพักเลขที่ 469/373 หมู่บ้านเด่นชัยเฟส3 ต.แพรกษาใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ

เบื้องต้นในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การ“รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา” โดยนายพลวัฒน์หรือบูม มีหน้าที่ชี้เป้า นายทวีศักดิ์ หรือเพชร เป็นคนขับรถจักรยานยนต์ ส่วนนายอนุชา หรือบาส ทำหน้าที่ยิง และนายอนุชา ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจยึดรถจักรยานยนต์คันที่ใช้ในวันก่อเหตุโดยนำไปทิ้งไว้ที่ลำรางสาธารณะ ต.ท่าระหัด อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

ต่อมาเวลา 11.00 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาเดินทางมาทำแผนที่บริเวณจุดประกบยิงบนสะพานข้มคลองบางไผ่ จุดที่ 2 หน้าวัดมะเดื่อ คนร้ายนัดเจอกัน จุดที่ 3 หน้าตลาดบีบี บางใหญ่ ซึ่งผู้ต้องหาและผู้เสียชีวิตขับรถสวนกัน และจุดที่ 4 หน้าแม็คโดนัล ที่คนร้ายขับวนมากล้องวงจรปิดจับภาพได้ ส่วนสาหตุจากการสอบสวนผู้ต้องหาทราบว่า ผู้ต้องหาเข้าใจผิดคิดว่าผู้เสียชีวิตเป็นคู่อริที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย หลังทำแผนครบทั้ง 4 จุดได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง เพื่อดำเนินคดีต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก : Mthai