Special Promotion “Big Bonus แจกสนั่น สมัครใหม่ใจปั้ม รับทันที 150%”

 

โปรโมชั่น คาสิโนออนไลน์ หน้ารายละเอียดโปรโมชั่นต่างๆ Gclubcrown.com เว็บไซต์พนันออนไลน์ ที่มาพร้อม โปรโมชั่น และสิทธิพิเศษมากมาย คอพนันกีฬาออนไลน์ ตัวจริงไม่ควรพลาด สมัครเล่นรับฟรีโบนัสเพิ่มทันที โดยท่านสามารถดูรายละเอียดและเงื่อนไขของโปรโมชั่นของเราได้จากน้าเว็บไซต์นี้

สมัครสมาชิกใหม่กับเรา เติมเงินตั้งแต่ 500 บาท รับโบนัสไปเลยทันที 150% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท สมัครสมาชิกใหม่กับเรา เติมเงินตั้งแต่ 500 บาท รับโบนัสไปเลยทันที 150% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท
พิเศษสุด สมัครสมาชิกใหม่กับเรา เติมเงินตั้งแต่ 20,000 บาท รับโบนัสไปเลยทันที 5,000 บาท

ระยะเวลา เริ่ม 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2561ต้องไม่เคยมี User เกมส์ใด ๆ กับทางเราต้องไม่มีข้อมูลซ้ำกับระบบฐานข้อมูลที่เรามีในระบบ เช่น ชื่อ-สกุล เลขที่บัญชี เบอร์โทรศัพท์ต้องเปิดบัญชีขั้นต่ำตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไปถึงจะได้รับโปรโมชั่นนี้ต้องมียอด Turn Over ไม่ต่ำกว่า 20 เท่า ของยอดฝากเงินครั้งแรก + โบนัส ถึงจะสามารถถอนเงินโบนัสนี้กลับได้ตัวอย่างเติมเงินสมัครใหม่ มา 1,000 บาท จะได้รับโบนัส 1,500 บาทยอด Turn Over = 1,000 + 1,500 = 2,500 x 20 = 50,000หรือ
เลือกเติมเงินมา 20,000 บาทเพื่อสมัครสมาชิก รับโบนัสไปเลย 5,000 บาทยอด Turn Over = 20,000 + 5,000 = 25,000 x 20 = 500,000เงินโบนัสนี้ท่านจะเลือกเติมเข้าให้ใน User ของลูกค้าหรือจะให้ถอนกลับเข้าบัญชีได้ทันที ที่ลูกค้าทำยอด Turn Over ผ่าน ทั้งนี้ลูกค้าสามารถแจ้งสิทธิ์ได้ทันที่ที่พนักงานบริการของเราให้โบนัสสูงสุด ไม่เกิน 3,000 และ 5,000 บาท ตามเงื่อนไขด้านบนโปรโมชั่นนี้ใช้ได้กับเกมส์คาสิโน สล็อต และคาสิโนใน Sport ทุกตัว ยกเว้น Ruby888การตัดสินของ จนท. ถือเป็นการสิ้นสุดโดยไม่ต้องแจ้งบอกกล่าวล่วงหน้าถ้าทางเราตรวจสอบพบว่าลูกค้าเล่นสวนทางกัน ทางเราจะขอยกเลิกสิทธิ์รับโบนัสนี้ทันที

FRUIT BASKET

Fruit Basket เกมเปิดตะกร้าผลไม้หลากหลายชนิดมีทั้ง กล้วย , แอปเปิ้ล , เชอร์รี , สับปะรด และ ส้ม เป็นต้น โดยวิธีการเล่นเกม Fruit Basket หรือ ตะกร้าผลไม้ก็ง่าย ๆเพียงแค่เปิดตะกร้าผลไม้ให้มีชนิดเดียวกัน 3 ลูก ก็รับรางวัลได้ทันที สมัครเล่น Fruit Basket ใน Sbobet ติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ตลอด 24 ชม.

วิธีเล่นเกม Fruit Baskeหน้าเกมหลัก Fruit Basket
หน้าแรกของเกม Fruit Basket โดยจะบอกรายละเอียดของผลไม้แต่ละชนิดว่ามีรางวัลเท่าใด ส่วนตะกร้าผลไม้จะอยู่ตรงกลางของหน้าจอ

ซื้อตั๋วเกม Fruit Basket
ซื้อตั๋วเล่นเกม Fruit Basket
เมื่อเข้าสู่หน้าเกมหลัก Fruit Basket เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการซื้อตั๋วเพื่อเล่นเกมโดยคลิ๊กที่ปุ่ม “BUY TICKET”

เปิดตะกร้า เกม Fruit Basket Sbobet
เปิดตะกร้า Fruit Basket
เมื่อทำการซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปคือการเปิดตะกร้าผลไม้ โดยการเปิดสามารถคลิ๊กที่ตะกร้าผลไม้ได้เลย หรือ จะเปิดพร้อมกันทีเดียวโดนคลิ๊กที่ปุ่ม “Show All”

ชนะรางวัล Fruit Basket
ชนะรางวัล Fruit Basket
เมื่อเปิดตะกร้าผลไม้ แล้วได้ผลไม้ชนิดเดียวกัน 3 ลูก ก็รับเงินรางวัลไปเลยทันที โดยสามารถดูรางวัลของผลไม้แต่ละชนิดได้จากฝั่งซ้ายของหน้าจอเกม

กฎในการเล่น Fruit Basket Sbobettอัตราการจ่ายเงินรางวัล Fruit Basket
อัตราการจ่ายเงินรางวัลของเกม Fruit Basket โดยเงินรางวัลจะ x ตามผลไม้แต่ละชนิดโดยมีตั้งแต่ x1 ไปจนถึง x10000 เลยทีเดียว

เพิ่มเงิน BET และ รางวัลชนะ Fruit Basket
การเพิ่มเงินเดิมพันสามารถทำได้โดย คลิ๊กที่ปุ่ม + ในช่อง “BET” ส่วนในช่อง “WIN” นั้นจะใช้บอกจำนวนเงินรางวัลหากชนะรางวัล

เกม Fruit Basket เกมออนไลน์ใน sbobet
ในส่วนนี้คือ Option ของเกม Fruit Basket Sbobet จากภาพ 1. กลับสู่หน้า Home , 2. ขยายหน้าจอเกมให้เต็มจอ หรือ เล็กลง , 3. ปิดเสียงภายในเกม , 4. อธิบายปุ่มและสัญลักษณ์ต่างๆภายในเกมอย่างละเอียด

สาวรัสเซียตบกันนัวยับ

30150408.141920.2853

เหตุเกิดเมื่อวันที่รัสเซีย 17 มี.ค. และมีคลิปเผยแพร่โซเชียลมีเดียวันเดียวกัน แต่ถูกลบในเวลาต่อมา เนื่องจากตำรวจดำเนินการตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อทำคดี กระทั่งผ่านมาอีก 2 สัปดาห์ คลิปดังกล่าวปรากฏในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง

ชนวนเหตุเริ่มจากในโซเชียลมีเดียก่อน โดยนักเรียนหญิงรุ่นร้องถูกรุ่นพี่ด่าว่า “โสเภณี” ทำให้โกรธและนัดท้ารุ่นพี่จนเกิดการตบตีกัน ในคลิปจะได้ยินเสียงนักเรียนหญิงที่ดูเพื่อนตบกันอยู่ตะโกนบอกให้ “ตบมัน ฟาดมัน กระชากหัวมัน”

รายงานระบุว่า นักเรียนหญิงที่ถูกตบนั้นเนื่องจากพูดคุยติดต่อกับแฟนหนุ่มวัยอ่อนกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์นี้ แต่แม่ของสาวรุ่นพี่ที่ถูกตบได้แจ้งความต่อตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับสองนักเรียนรุ่นน้องแล้ว

เราเสียอะไรจาก “เงินบาทแข็งตัว”

ทันทีที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแข็งค่าสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง เสียงแห่งความกังวลจากภาคธุรกิจเอกชนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้การส่งออกไทยทำได้ยากขึ้น เพราะราคาสินค้าไทยจะแพงมากกว่าคู่แข่ง โดยสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบมากกว่าอุตสาหกรรม เช่น ข้าวหอมมะลิขณะนี้ที่เงินบาทอยู่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เราส่งออกที่ตันละ 920 เหรียญฯ แต่ปีก่อนค่าเงินบาทอยู่ที่ 34 บาท เราตั้งราคาขายได้ที่ตันละ 800 เหรียญฯ วันนี้ข้าวหอมของกัมพูชาและเวียดนามถูกกว่าเรามาก ลูกค้าจึงเริ่มไปซื้อข้าวจากคู่แข่งแทน”

โดยหากเทียบอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันเปิดทำการวันแรกของปี 2560 นี้ วันที่ 4 ม.ค.ซึ่งเงินบาทอยู่ที่ 35.893 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ กับล่าสุดวันที่ 24 พ.ย.ที่ 32.675บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น 3.218 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งขึ้นประมาณ 8.96%!!

จึงไม่น่าแปลกที่ผู้ส่งออกจะรู้สึก “ขาดทุนกำไร” เพราะเมื่อแปลงรายได้จากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินบาท เม็ดเงินจริงที่ได้หายไปมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเงินจำนวนนั้นเป็นรายได้สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

หากประมาณว่ามูลค่าการส่งออกของไทยเฉลี่ยในปี 2560 นี้อยู่ที่ 15,000-16,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อเดือน หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเท่ากับว่ารายได้ของเราที่ได้จากการส่งออกของไทย ที่แปลงจากรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินบาทไทยจะหายไป 15,000-16,000 ล้านบาทในเดือนนั้นๆ

ขณะเดียวกัน หากเทียบค่าเงินบาทกับเงินสกุลภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในช่วงตลอดปี 2560 นี้

เราจะพบว่า มีหลายช่วงต่อทีเดียวที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอยู่ในอันดับต้นๆของสกุลเงินภูมิภาค และบางช่วงค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค

และที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ แนวโน้มของเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง!!

ขณะที่ภาคเอกชนให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมสำหรับการส่งออกของไทยควรอยู่ที่ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปีหน้าคาดว่าจะแข็งค่าในกรอบ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาคเอกชนต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเงินบาทให้มีเสถียรภาพกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ผันผวนมากเกินไป โดยหากยังแข็งค่าต่อเนื่อง ธุรกิจส่งออกหลายส่วนของไทยอาจจะอยู่ในสภาวะ “เจ็บหนัก”

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของ ธปท.ให้เหตุผลของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นว่า “มาจากปัจจัยในต่างประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมทั้งการเคลื่อนไหวของเงินทุนตามความมั่นใจที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสถานการณ์ ขณะเดียวกัน การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากการส่งออก และรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นอีกส่วนที่ทำให้ “ค่าเงินบาท” แข็งค่าเพิ่มขึ้น”

ขณะที่ภาคการส่งออกนั้น ธปท.ใช้ทฤษฎีนี้มาตลอดว่า “การขยายตัวเพิ่มขึ้นของการส่งออกมาจากภาวะเศรษฐกิจของคู่ค้ามากกว่าผลจากอัตราแลกเปลี่ยน” ดังนั้น นโยบายการดูแลเงินบาทของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมาจึงเป็น “การปล่อยไปตามกลไกและแรงกระเพื่อมจากตลาด ขณะที่การดูแลเป็นการประคองตามอาการ” เท่านั้น

มาตรการที่ออกมาดูแล “ตลาดเงินและค่าเงินบาท” จึงไม่ได้บวกความพยายามที่จะใช้ “ค่าเงิน” กระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่พยายามที่ใช้วิธีกระตุ้นให้เอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) “รู้จักบริหารความเสี่ยง และป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยตัวเอง”

วันที่โครงสร้างเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนสู่ยุคเทคโนโลยี การเพิ่มโอกาสการแข่งขันของธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และการแข่งขันกันตัดราคา เป็นอีกการแข่งขันที่สำคัญ และมีความเข้มข้นสูงมาก เราควรปล่อยให้ “เงินบาทที่แข็งค่า” เป็นอุปสรรคส่วนหนึ่งของการค้าที่ทำให้เราโค้ดราคาสู้คนอื่นได้ยาก หรือเป็นส่วนหนึ่งที่บั่นทอน “รายได้” ในรูปเงินบาทของไทยให้ไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างที่ใครๆหวัง…หรือไม่

ในช่วงที่ผ่านมานโยบายหลายเรื่องของ ธปท.ลงมาคลุกคลีกับผู้ประกอบการและติดดินมากขึ้น แต่ “อัตราแลก เปลี่ยนค่าบาท” กลับไม่ใช่ แม้วันนี้การส่งออกจะขยายตัวดีขึ้นกว่าที่คาดไว้ แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ถ้าเราดูแลค่าเงินบาทได้ไม่ดีพอ “เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น” จะไม่กลายเป็น “ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา” ของธุรกิจส่งออกไทย

ก.คลัง เร่งสอบเชิงลึก “นายแบบ” ผ่านเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อย

แทน

 

กระทรวงการคลัง เร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกกรณีนายแบบหนุ่ม ผ่านเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อยจนได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากพบแจ้งข้อมูลเท็จ จะมีโทษทางอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รูปภาพที่ นายวัชรินทร์ ตันกุรานันท์ ซึ่งรับรีวิวสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต ได้โพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย โดยโชว์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน คู่กับโทรศัพท์มือถือ นาฬิการาคาแพง ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง พร้อมระบุว่า “ได้บัตรแล้ว เปลี่ยนสถานะใหม่แล้วนะครับ จนจริง อะไรจริง” ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง และมีผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิ เพราะตามเกณฑ์รัฐบาลออกบัตรให้ผู้มีรายได้น้อย ที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000บาทต่อปี หรือเฉลี่ยแล้วประมาณเดือนละ 8,300 บาทเท่านั้น

ด้านกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ออกบัตรและผู้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีรายได้น้อย ระบุว่า เบื้องต้นข้อมูลจากการลงทะเบียนพบว่าผ่านคุณสมบัติทุกข้อ โดยระหว่างนี้เจ้าของบัตรยังสามารถใช้งานบัตรได้ตามปกติ แต่หากมีการตรวจสอบพบว่ามีการแจ้งข้อมูลเท็จก็จะมีการระงับบัตรทันที และจะมีความผิดทางอาญาด้วย

ขณะที่ นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า การตรวจสอบสิทธิจะใช้การตรวจสอบข้อมูลบัญชีธนาคาร ข้อมูลทรัพพ์สิน และข้อมูลการเสียภาษี จากกรมที่ดินและกรมสรรพากร แต่ในกรณีผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำ หรือ ไม่ได้รับรายได้ผ่านทางธนาคาร และไม่มีข้อมูลการเสียภาษี ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ตรวจสอบยาก ระหว่างนี้อาจปรับเพิ่มเงื่อนไขการระงับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น

พร้อมจะมีการตรวจสอบแบบเคสบายเคส เพราะการตรวจสอบใหม่ทั้งหมดจะต้องรอในปี 2562 ที่จะเปิดลงทะเบียนอีกครั้ง สำหรับเงื่อนไขผู้ที่มีสิทธิได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องมีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เป็นผู้ว่างงาน หรือมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ เงินฝากธนาคาร , สลากออมสิน , สลาก ธ.ก.ส. , พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ หรือถ้ามีทรัพย์สินทางการเงินดังกล่าว จะต้องมีจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย

บรรยากาศพิธีซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ

พระโกศทองใหญ่

 

พิธีการซ้อมริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมราชอิสริยยศ เริ่มต้นในเวลา 08.00 น. และจะสิ้นสุดเวลาประมาณ 12.00 น. โดยการซ้อมริ้วขบวนที่ 1 อัญเชิญพระโกศทองใหญ่ จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประดิษฐานบนพระยานมาศสามลำคาน จากนั้นอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ออกจากพระบรมมหาราชวัง ผ่านประตูศรีสุนทร (ประตูชั้นใน) และมาผ่านประตูเทวาภิรมย์เพื่อตั้งริ้วขบวนบนถนนมหาราชริ้วขบวนที่ 1 ประกอบด้วยทหารกองเกียรติยศ เครื่องราชสอิสริยยศ ราชนิกูล ข้าราชบริพาน เคลื่อนตามสัญญาณกลอง ใช้เส้นทางถนนมหาราช เลี้ยวเข้าถนนท้ายวัง ไปยังถนนสนามไชย

ต่อมาริ้วขบวนที่ 1 จะรวมกับริ้วขบวนที่2 ที่ตั้งรออยู่บริเวณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร(วัดโพธิ์) แล้วอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานบนบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ หมายเลข 780 ที่จอดรออยู่บริเวณหน้ากรมการรักษาดินแดน ริ้วขบวนที่ 2 จะมีกระบวนกองทหารนำ ราชรถพระนำ พระมหาพิชัยราชรถ และขบวนกองทหารตาม ยาตราขบวนไปตามถนนสนามไชย ถนนราชดำเนินใน ผ่านหน้ากระทรวงกลาโหม ศาลหลักเมือง และศาลฎีกา แล้วเข้าสู่ท้องสนามหลวง

เมื่อเข้าถนนเส้นกลางท้องสนามหลวง ขบวนพระราชอิสริยยศ อัญเชิญพระโกศทองใหญ่ลงจากพระมหาพิชัยราชรถ ประดิษฐานพระโกศทองใหญ่บนราชรถปืนใหญ่ เพื่อตั้งริ้วขบวนที่ 3 ในราชวัติพระเมรุมาศอัญเชิญพระโกศพระบรมศพ ขึ้นบนราชรถปืนใหญ่ เวียนรอบพระเมรุมาศอุตราวัฎ หรือเวียนซ้าย 3 รอบจึงเทียบราชรถปืนใหญ่ที่เกรินบันไดนาคหน้าพระเมรุมาศ เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน ประกอบพระโกศจันทน์บนพระเมรุมาศ เป็นอันจบพิธีซ้อมอัญเชิญพระบรมศพสู่พระเมรุมาศ

บิ๊กไบค์ไล่ตามกลางดึก นศ.สาวบิดหนีสุดชีวิต เสียหลักล้มเจ็บสาหัส

บิ๊กไบซ์ขับตามประกบ

 

บิ๊กไบค์ขับตามประกบนักศึกษาสาวกลางดึก เจ้าตัวบิดหนีสุดชีวิตก่อนเสียหลักล้มได้รับบาดเจ็บสาหัส พ่อวอนตำรวจเร่งไล่ล่า หวั่นไปก่อเหตุไม่ดีกับคนอื่นอีก
(3 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังของ จ.ขอนแก่น เกิดอุบัติเหตุเสียหลักพลิกคว่ำได้รับบาดเจ็บอากาสาหัส หลังพยายามขับรถหลบหนีการถูกตามประกบจากผู้ไม่หวังดี โดยขณะนี้เข้ารับการรักษาอยู่ที่ อาคารศัลยกรรมกระดูกและข้อ รพ.ศูนย์ขอนแก่น หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกับพบกับ นายศุภโชติ อายุ 52 ปี ที่กำลังคอยดูอาการของ น.ส.ณัฐริกา อายุ 19 ปีนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยศรีปทุมขอนแก่น โดยจากการตรวจสอบพบว่า น.ส.ณัฐริกา ได้รับบาดเจ็บมีแผลฉกรรจ์ตามตัวหลายแห่ง แขนซ้ายหัก จมูกแตก ปากแตก กรามหัก ตาสองข้างช้ำเลือด ขาขวาหัก

นายศุภโชติ กล่าวว่า ได้รับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเรื่องช่วงเวลาประมาณ 00.00 น. วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยเพื่อนบ้านผ่านไปพบเจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและเห็นว่านามสกุลเดียวกัน จึงได้รีบออกไปดูจึงรู้ว่าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นลูกสาวของตนเอง จึงได้รีบนำตัวส่ง รพ.ขอนแก่น เพื่อช่วยชีวิตและเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ย่อยเมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น

ขณะที่จากการสอบถามลูกสาวทราบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ส่งเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน แล้วเสร็จ จึงได้ขับรถกลับบ้านพักใน โดยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน ขณะนั้นมีผู้ชายขับขี่รถบิ๊กไบค์ สีฟ้า-เทา ไล่ตามประกบ โดยมารู้ตัวเมื่อขับรถขึ้นเส้นทางสายหลักสายเลี่ยงเมืองขอนแก่น-กาฬสินธุ์ เยื้อง บ.เอสซีจี โซลูชั่น โดยพบว่าเป็นชายอายุประมาณ 25-30 ปี รูปร่างสันทัด ไม่สวมหมวกกันน็อค

จังหวะนั้นคนขับรถบิ๊กไบค์ ได้ขับขี่รถเข้ามาประกบข้างจากทางด้านท้าย และตะโกนสั่งให้หยุดรถ ลูกสาวจึงได้จอดรถเนื่องจากคิดว่าเป็นเพื่อนที่ขับรถตามมาส่ง พร้อมทั้งสอบถามไปว่าพี่มีอะไรค่ะ แต่ชายคนดังกล่าวไม่พูดพร้อมกับเดินเข้ามาในลักษณะต้องสงสัยคล้ายกับจะเกิดเหตุการณ์การร้าย ลูกสาวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งชายคนดังกล่าวได้ขับบิ๊กไบค์ไล่ตามประกบ จนกระทั่งเสียหลักล้มตกลงข้างทางได้รับบาดเจ็บสาหัส และชายคนที่ขับรถบิ๊กไบค์ตามประกบได้ขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

นายศุภโชติ กล่าวต่ออีกว่า อย่างไรก็ดีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นโชคดีที่ลูกสาวสวมหมวกกันน็อคจึงทำให้รอดชีวิตและศีรษะไม่เกิดการกระทบกระแทก และขณะนี้ได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ย่อยเมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายเพราะถ้าคนขี่บิ๊กไบค์ไม่ขี่รถไล่ตาม ลูกสาวคงไม่ประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บสาหัสเช่นนี้

ขณะที่ น.ส.ณัฐริกา ไชยสวัดิ์ กล่าวเพียงสั้นๆว่าไม่เคยเห็นหน้า และไม่เคยเห็นรถบิ๊กไบค์คันดังกล่าว จึงไม่รู้ว่าคนขับขี่ ขี่รถไล่ตามเพราะสาเหตุใด ด้วยความกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย จึงขับรถหนีอ่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งเสียหลักล้มได้รับบาดเจ็บดังกล่าว จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งิดตามจับกุมตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกำหมายต่อไปโดยเร็วเพราะเกรงว่าจะไปก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวนี้กับคนอื่นอีก

รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจการก่อสร้างทางลอดถนนพัฒนาการ คืบหน้ากว่า 20%

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่สำนักการโยธา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางลอดพัฒนาการ-รามคำแหง-ถาวรธวัช ณ สำนักงานโครงการใต้สะพานข้ามแยกคลองตัน
พร้อมทั้งลงพื้นที่ตรวจโครงการถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ช่วง 1-7 ณ สำนักงานโครงการ ถ.ศรีนครินทร์ขาออก (แยกศรีนครินทร์)

โดย รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างทางลอดพัฒนาการ-รามคำแหง-ถาวรธวัช ได้ลงนามสัญญาจ้าง เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 และสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 10 เมษายน 2561 งบประมาณการก่อสร้าง 762.1 ล้านบาท แต่เนื่องจากติดอุปสรรคบางประการทำให้การก่อสร้างต้องยืดระยะเวลาออกไปอีกประมาณ 6 เดือน ขณะนี้ผลงานการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วประมาณ 20.56% ช้ากว่าที่วางแผนไว้ 27.85% คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือน ธ.ค. 2561

สำหรับการดำเนินงานในขณะนี้ได้รื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค ได้แก่ ไฟฟ้า ประปา สายสื่อสาร รวมทั้งขยายผิวจราจรชั่วคราวบริเวณทางเท้า งานตัดสกัดผิวจราจรเดิมเพื่อก่อสร้างผนังกำหนดแนวขุดเจาะ (Guide Wall) จากนั้นจะก่อสร้างกำแพงแบบเป็นแผงต่อกันตามความยาวของพื้นที่ที่ขุดดิน (Diaphragm Wall)

ซึ่งหลังจากรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนกระบวนการทำงานอื่นๆ จะสามารถดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ต่อไป นอกจากนี้ได้กำชับให้ผู้รับจ้างคำนึงถึงความปลอดภัยแก่ประชาชนเป็นสำคัญ เนื่องจากถนนพัฒนาการมีประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน รวมทั้งใช้ทางเท้าในการสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก การก่อสร้างจำเป็นต้องขยายผิวจราจรชั่วคราวบริเวณทางเท้า ผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการสร้างผนังกั้นระหว่างเขตก่อสร้างกับบริเวณที่ประชาชนใช้เดินทาง ที่สำคัญต้องอำนวยความสะดวกไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และเพื่อความปลอดภัยแก่ประชาชนในการใช้ทางเท้าสัญจรไปมา

สำหรับโครงการก่อสร้างทางลอดถนนพัฒนาการ-รามคำแหง-ถาวรธวัช มีระยะทางประมาณ 1,250 เมตร ความยาวทางลอด 940 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาจุดตัดทางแยก และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับปริมาณการจราจรจากถนนพัฒนาการให้มีสภาพคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้โครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ช่วง 1-7 แบ่งพื้นที่ทำงานเป็น 7 ช่วง พร้อมเปิดให้ประชาชนใช้เส้นทางช่วงที่ 1,3,7 ปลายปี 60

โดยโครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2558 ตามสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2560 โครงการดังกล่าวมีความยาวรวมทั้งสิ้น 11.75 กม. ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เร่งรัดการทำงานเพื่อให้โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จโดยเร็ว โดยได้แบ่งการทำงานออกเป็นช่วงๆทั้งหมด 7 ช่วง ช่วงที่ 1 การก่อสร้างทางแยกต่างระดับ 8 ช่องจราจร และสะพานข้ามคลอง ผลงานที่ทำได้ 82.07% คาดว่าจะเปิดใช้ได้งานในวันที่ 5 ธ.ค.60 ช่วงที่ 2 การก่อสร้างทางลอดทางจราจร 4 ช่องจราจร พร้อมทั้งขยายถนนกรุงเทพกรีฑาเป็น 6 ช่องจราจร

ซึ่งในช่วงที่ 2 นี้ จะดำเนินการก่อสร้างถนน ค.ส.ล. จำนวน 2 ช่องจราจรในฝั่งขาออก ให้เสร็จภายในวันที่ 5 ธ.ค.60 เพื่อเปิดการจราจรให้รถผ่านสัญจรไปมาได้ หลังจากนั้นจะดำเนินการก่อสร้างในฝั่งขาเข้าอีก 2 ช่องจราจร คาดว่าทางเรียบทั้ง 2 ฝั่ง จะสามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบในเดือนก.พ.61 สำหรับทางลอดจะสามารถเปิดใช้งานได้ในเดือนธ.ค.61 ส่วนการขยายถนนกรุงเทพกรีฑาเป็น 6 ช่องจราจร คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในปี 61 ขณะนี้ผลงานที่ทำได้ 53.19% ช่วงที่ 3 ตั้งแต่ถนนคลองลำสาลีถึงคลองวังใหม่ เป็นถนน ค.ส.ล. จำนวน 8 ช่องจราจร สะพานข้ามคลอง 3 แห่ง และสะพานลอยคนข้าม 3 แห่ง ซึ่งโครงการในช่วงนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งหมด 100% เตรียมเปิดการจราจรในวันที่ 5 ธ.ค.60 ช่วงที่ 4 ตั้งแต่คลองวังใหม่จนถึงถนนทางหลวงหมายเลข 9 หรือมอเตอร์เวย์ ประกอบด้วย การก่อสร้างถนน ค.ส.ล. จำนวน 8 ช่องจราจร สะพานรถข้าม 2 แห่ง สะพานคนข้าม 2 แห่ง และมีการก่อสร้างทางต่อเชื่อม (แลมป์) ทั้งหมดอยู่ 2 จุด คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 5 ธ.ค.60 ผลงานที่ทำได้ 73.57%

ส่วนช่วงที่ 5 ตั้งแต่ทางแยกยกระดับข้ามทางหลวงหมายเลข 9 หรือมอเตอร์เวย์ ประกอบด้วย การก่อสร้างทางยกระดับ 6 ช่องจราจร คาดการก่อสร้างจะเสร็จประมาณเดือนก.ค.61 แต่ในขณะเดียวกันในช่วงที่ 5 ซึ่งมีการก่อสร้างทางต่อเชื่อมอยู่ โดยจะไปเชื่อมต่อในช่วงที่ 6 ซึ่งช่วงที่ 6 คาดจะแล้วเสร็จในวันที่ 5 ธ.ค.60 ดังนั้นในช่วงที่ 5 การก่อสร้างทางต่อเชื่อมจะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อจะได้รองรับกับช่วงที่ 6 ซึ่งการก่อสร้างทางต่อเชื่อม จะมีทั้งหมดอยู่ 2 จุด ในขณะนี้ผลงานที่ทำได้ 29.46% ช่วงที่ 6 เป็นการก่อสร้างจากทางหลวงหมายเลข 9 ถึงถนนร่มเกล้า เป็นถนน ค.ส.ล. จำนวน 8 ช่องจราจร สะพานข้ามคลอง 4 แห่ง และจุดกลับรถใต้สะพานข้ามคลอง จะแล้วเสร็จในวันที่ 5 ธ.ค.60 ผลงานที่ทำได้ 87.10%

และช่วงที่ 7 ตั้งแต่ถนนร่มเกล้าถึงถนนเจ้าคุณทหาร เป็นการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ ขนาด 8 ช่องจราจร สามารถลงได้ 6 ทิศทาง ตามแนวถนนเจ้าคุณทหารและถนนร่มเกล้า ขณะนี้ผลงานที่ทำได้ 91.83% คาดว่าการก่อสร้างจะเสร็จสามารถเปิดการจราจรได้ในวันที่ 5 ธ.ค.60 อย่างไรก็ตามโครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า โดยรวมแล้วขณะนี้คืบหน้าประมาณ 85% คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนใช้เส้นทางบางส่วนได้ในวันที่ 5 ธ.ค.60 หลังจากนั้นจะมีการทยอยเปิดประมาณกลางปี 61 ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณ 90% ส่วนการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ 100%นั้น อยู่ในช่วงที่ 5 ซึ่งโครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า จะแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนธ.ค.61

เชื่อมโยงเครือข่ายการจราจรตามแนวตะวันออกกับตะวันตก โครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า เป็นโครงการที่เชื่อมระหว่างถนนรามคำแหง 24 ถนนร่มเกล้า และถนนเจ้าคุณทหาร เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการการจราจรตามแนวตะวันตกและตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งส่วนใหญ่ระบบการจราจรในประเทศไทยจะเป็นแนวเหนือใต้ ส่วนตามแนวตะวันตกตะวันออกในปัจจุบันยังมีเส้นทางคมนาคมขนส่งอยู่น้อย โครงการนี้จึงเป็นโครงการเชื่อมโยงเครือข่ายเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ต้องการเดินทางจากตะวันตกของกรุงเทพมหานครไปตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้โครงการก่อสร้างถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า จะสามารถเปิดใช้งานในช่วงที่ 1 ช่วงที่ 3 และช่วงที่ 7 ในวันที่ 5 ธ.ค.60 หลังจากนั้นจะทยอยเปิดใช้งานให้ครบ 100% ภายในเดือน ธ.ค.61

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : MThai

ไม่จบง่าย ผกก.ขอหลักฐานกองสลากฯ ชี้ชะตารางวัลที่ 1 เจ้าปัญหา

ถูกลอตเตอร์รี่

ผกก.สภ.นางรอง เข้าพบกองสลากฯ ด้วยตัวเอง เพื่อขอหลักฐานการขึ้นเงินเพิ่มเติม เร่งคลายปริศนาล็อตเตอรี่เจ้าปัญหา 12 ล้านบาทที่มีการแจ้งความถูกขโมย หลังต่างฝ่ายต่างยืนยันเป็นผู้ถูกรางวัล คาดสัปดาห์หน้าได้ข้อสรุป

(29 ก.ย.) ความคืบหน้ากรณีที่ นายพันธุ์ศักดิ์ อายุ 31 ปี หนุ่มชาว อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.นางรอง เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าถูกขโมยล็อตเตอรี่ที่ตนเองถูกรางวัลที่ 1งวดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2560 หมายเลข 715431 จำนวน 2 คู่ เป็นเงิน 12 ล้านบาท

กระทั่งต่อมาทราบว่ามีคนนำล็อตเตอรี่ชุดดังกล่าวไปขึ้นเงินแล้วเมื่อวันที่ 23 – 24 สิงหาคมที่ผ่านมา คือ นายวิทยา และนางขวัญศิริ สามีภรรยาชาว อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ทั้งได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานด้วยว่าถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 3 คู่ไม่ใช่ 2 คู่ ได้เงินรางวัล 18 ล้านบาทไม่ใช่ 12 ล้าน พร้อมได้นำรูปถ่ายล็อตเตอรี่ชุดที่ถูกรางวัลมาเป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ขณะที่ นายพันธุ์ศักดิ์ หนุ่มที่เข้าแจ้งความว่าถูกลอตเตอรี่ 12 ล้านแต่ถูกขโมยไป ก็ยังคงมั่นใจในหลักฐานเช่นเดียวกัน

ล่าสุดวันนี้ พ.ต.อ.สมภพ สังข์กรทอง ผู้กำกับการ สภ.นางรอง จึงได้เดินทางไปที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อไปขอเอกสารหลักฐานจากทางกองสลากเพิ่มเติมว่า ใครเป็นคนนำลอตเตอรี่ชุดดังกล่าวไปขึ้นเงิน และมีการขึ้นเงิน 2 คู่ หรือ 3 คู่ เพราะมีข้อมูลหลักฐานหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน

พร้อมทั้งขอเอกสารรายละเอียดที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี และเร่งคลี่คลายปริศนาปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และอยากทราบข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลใด เพราะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่ก็เชื่อว่าหากได้ข้อมูลจากทางกองสลากเพิ่มเติมแล้ว ก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งคาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถสรุปสำนวนคดีดังกล่าวได้

สำรวจหุบเขาไฮโซ พบถูกบุกรุกมานานกว่า 10 ปี

ภายหลังอธิบดีกรมป่าไม้ และชุดพยัคฆ์ไพร ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่า ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ท่าช้าง และป่าแม่ขนิน ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่

ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นหุบเขาไฮโซ เนื่องจากมีกลุ่มนักธุรกิจ และนักลงทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ทหรูจำนวนมาก เพราะพื้นที่ดังกล่าวภูมิประเทศเป็นป่าธรรมชาติที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุด เพียง 30 กิโลเมตร

เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบมีสิ่งปลูกสร้างรุกพื้นที่ป่า จำนวน 18 ราย เนื้อที่รวมประมาณ 144 ไร่ 2 งาน 60 ตรว. ซึ่งมีรีสอร์ทที่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน จำนวน 11 แปลง เนื้อที่ 47 ไร่ 3 งาน 5 ตรว. , เป็น นส.3 จำนวน 1 แปลง 2 ไร่ 1 งาน 19 ตรว. และเป็นพื้นที่ที่เคยสำรวจการถือครองตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำนวน 8 แปลง เนื้อที่ 41 ไร่ 2 งาน 47 ตรว. และพื้นที่ประเภทอื่นๆ อีก 8 แปลง

สำรวจในทำเลหุบเขาไฮโซ พบว่ามีการติดป้ายประกาศขายที่ดินกันอย่างคึกคัก แม้บางแปลงมีเอกสารสิทธิ์ นส.3 แต่ก็มีราคาสูงถึง ตรว.ละ 5,000 – 10,000 บาท หรือ ไร่ละ 3 – 5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ ตรว.ละ 2,000 – 3,000 บาท โดยราคาขายจะเพิ่มขึ้นตามมูลค่าของทำเล เช่น ตั้งอยู่ติดเชิงเขา หรือติดถนนสายหลักภายในหมู่บ้าน มีระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า เข้าถึง และส่วนใหญ่เจ้าของที่ดินจะขายยกแปลง แต่ละแปลงมีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 10 – 50 ไร่

แหล่งข่าวในวงการที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ใน จ.เชียงใหม่ รายหนึ่ง ระบุว่า นอกจากทำเลที่ตั้งจะเป็นป่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และยังอยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุด ที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดินซึ่งมีจำนวนไม่มาก แต่ด้วยความต้องการที่มีสูง ทำให้การบุกรุกและขยายแนวเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวน และอุทยาน

“ก่อนหน้านี้เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนเข้าไปบุกเบิกพื้นที่สร้างรีสอร์ทเพียงไม่กี่รายจนบูมขึ้นมา ยิ่งทำให้ราคาที่ดินในพื้นที่หุบเขาไฮโซมีมูลค่าสูงขึ้นมาก และมีการบุกรุกพื้นที่กันอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความขัดแย้ง นำไปสู่การร้องเรียนให้มีการตรวจสอบ กระทั่งหน่วยงานรัฐเข้ามาสำรวจพื้นที่ครั้งใหญ่ และดำเนินการกับผู้บุกรุกป่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นที่รู้กันดีกว่ามีการซื้อขายที่ดินและรุกล้ำเข้าไปในเขตป่ากันอย่างโจ่งแจ้ง โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็น”

หนึ่งในผู้ที่ถูกตรวจสอบจากกรมป่าไม้ ระบุว่า เข้ามาซื้อที่ดินในหุบเขาไฮโซตั้งแต่ปี 2555 จากสามีชาวต่างชาติที่มีภรรยาเป็นคนไทย ซึ่งได้ประกาศขายที่ดินผ่านเวปไซต์ โดยก่อนหน้านี้มีชาวต่างชายในวัยเกษียณเข้ามาซื้อที่ดินและสร้างบ้านเพื่อหวังใช้ชีวิตบั่นปลายที่นี่ก่อน จากนั้นจึงชักชวนให้เพื่อนชาวต่างชาติเข้ามาซื้ออีก 5 – 6 ราย โดยแต่ละรายเสียเงินซื้อที่ดินและสร้างบ้านไม่ต่ำกว่าหลังละ 5 – 12 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 38 – 39 ล้านบาท

ต่อมาเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้เข้ามาตรวจสอบและรังวัดที่ดินจึงทราบว่า มีที่ดินบางส่วนรุกเข้าไปในเขตป่าสงวน ทางกลุ่มผู้ซื้อจึงรวมตัวกันฟ้องร้องสองสามีภรรยาที่หลอกขายที่ดินให้ รวม 5 คดี เป็นคดีฉ้อโกง 4 คดี และยักยอกทรัพย์ 1 คดี ล่าสุดมี 1 คดีที่ศาลยกฟ้องเพราะฟ้องผิดแปลง และอีกฝ่ายก็มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมีรายชื่ออยู่ในการสำรวจการถือครองที่ดิน

ขอบคุณข้อมูล : MThai